วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เรื่องของรองเท้าแปลก ๆ ที่สร้างโดยคนแปลก ๆ


ในบรรดาแฟชั่นเครื่องประดับประดาร่างกายของคนเรานั้น รองเท้าเป็น อย่างหนึ่งล่ะที่เป็นสิ่งเชิดหน้าชูตา รวมทั้งจะต้องมีวิวัฒนาการให้ทันสมัยอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเสื้อผ้าแพรพรรณ รองเท้าก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน บางครั้งรองเท้าที่ประดับเพชรนิลจินดา ยังมีสนนราคาแพงเริดยิ่งกว่าเสื้อผ้าแพรพรรณหลายเท่าตัว
นายแกรี่ กรีนวูดส์ ช่างทำเครื่องหนัง คนดังของออสเตรเลีย คงนึกสนุกขึ้นมาจึงได้ออกแบบรองเท้าพิสดารปลายงอนยาวเฟื้อยขึ้นมา น่าคิดว่าคนออกแบบเพี้ยนไปซะมากกว่า เอ...แต่ที่เพี้ยนกว่าคนออกแบบก็คือคนที่ซื้อรองเท้านี้ไปใส่นั่นแหละ ที่เห็นในรูปน่ะเป็นตัวอย่างที่ทำขึ้นคู่เดียวในโลก ในข่าวไม่ได้บอกว่าราคาคู่ละเท่าไหร่ แต่เชื่อเหอะว่า ค่าหนังบวกค่าความคิดฝีมือและชื่อเสียงของนายแกรี่เข้าไปด้วย คำนวณแล้วคงเป็นจำนวนที่น่าตกใจเชียวละ
ไหนๆก็ตกใจเพราะเรื่องราคาแล้ว มาตกใจกันจริงๆซะเลยเป็นไงครับ เคยเห็นรึยังรองเท้าราคาสองล้านบาทน่ะ? ก็ฉลองพระบาทของจักรพรรดิโบกัสซ่า ผู้เคยยิ่งใหญ่อยู่ในแอฟริกากลาง ซึ่งเดี๋ยวนี้เสด็จตกจากบัลลังก์ไปเรียบร้อยแล้ว...ที่จริงฉลองพระ บาทคู่นี้แบบก็เรียบๆ ธรรมดาๆ ไม่วิจิตร พิสดารอย่างใด ทว่าความแพงมันอยู่ที่สิ่งประกอบอันเป็นไข่มุกแท้ๆ จำนวนประมาณ 4,000 เม็ด ดังนั้น ราคาจึงต้องตกในราว 85,000 ดอลลาร์!!!
ประวัติศาสตร์ของรองเท้าย้อนหลัง ไปนานเนิ่น สมัยไอยคุปต์ตอนต้นเมื่อห้าพันปีก่อนก็มีการสวมรองเท้ากันแล้ว เป็นรองเท้าแตะแบบคีบ ครั้นมาถึงสมัยกรีก รองเท้าจะมีเส้นสายรัดพันให้กระชับกับเท้ามากขึ้น แต่มาวิลิศมาหรามากก็ตอนในยุคโรมันครองโลก



ชาวโรมันโบราณเขาสวมรองเท้าบูตเชียวนา... รองเท้าบูตของคนสำคัญขึ้นไปจนถึงจักรพรรดิโรมันนั้น ประดับประดาสวยเก๋มาก ใครมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญแค่ไหน ดูจากรองเท้าได้เลย อย่างเช่นองค์จักรพรรดิจะสวมฉลอง พระบาทบูตหนังสีม่วง อันเป็นสีแห่งขัตติยราชโรมัน ประดับประดาด้วยลวดลายทองคำ, เพชรพลอย, ไหมทอง, ขนสัตว์ และรูปอันแสดงถึงอำนาจ เช่น หน้าสิงห์ เป็นต้น บางคู่ถึงกับทำด้วยทองคำและงาช้าง เวลาเสด็จไปทางไหนคงหนักพระบาทพิลึก สำหรับระดับขุนพลหรือข้าราชการตำแหน่งใหญ่ๆ จะสวมบูตสั้นกว่าของจักรพรรดิ ทำด้วยหนังสีแดง ส่วนซีเนเตอร์หรือสมาชิกสภาโรมันสวมรองเท้าสีดำประดับนิดหน่อยพองาม ชาวบ้านธรรมดาก็สวมแบบธรรมดาตามตำแหน่งอันธรรมดาๆของตน คือ แบบแตะที่มีระโยงระยางคล้ายรองเท้ากรีกนั่นแหละ
ผู้คนทางตะวันออกสมัยโบราณส่วนมากสวมรองเท้าปลายงอน ดูจากรองเท้าเทวดาของไทยๆก็ได้ ปลายงอนเช้งโดยได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ส่วนชาวตะวันออกกลางซึ่งแพร่ อารยธรรมบางอย่างให้กับยุโรปก็สวมรองเท้า ปลายงอนเหมือนกัน จึงไม่น่าแปลกอะไรที่ฝรั่งมังค่าในยุคกลางจะสวมรองเท้าปลายงอนไปตามๆกัน แต่ทว่าเมื่อลอกเลียนแบบคนตะวันออกไปใช้แล้ว คงอายว่าไม่มีไอเดียของตนกระมัง จึงดัดแปลงปลายรองเท้าให้ยาวเฟื้อยยิ่งกว่าต้นตำรับเดิม ยาวเสียจนคนสวมต้องจับปลายรองเท้าไปผูกไว้ใต้เข่า เพราะปลายรองเท้านั้นยาวเรียวแหลมตั้ง 2 ฟุต
ทีนี้คงทราบแล้วนะครับว่าแบบรองเท้าสมัยใหม่ที่นายกรีนวูดส์แกออกแบบมาน่ะ ได้ไอเดียมาจากรองเท้าปลายแหลมในยุคกลางนี่เอง แสดงว่าของอะไรที่ว่าใหม่ๆ จะว่าไปแล้วหาใช่ใหม่เอี่ยมเรี่ยมเร้ เสมอไปหรอกครับ
แฟชั่นรองเท้าเปลี่ยนไปยังกับหน้ามือเป็นหลังเท้าในราว 500 ปีต่อมา แฟชั่นรองเท้าเปลี่ยนจากปลายยาวแหลมเปี๊ยบเป็นปลายสั้นทู่มะลู่และบานแผ่พิลึก คน ในยุคนั้นเรียกรองเท้าร่วมสมัยว่าเป็นแบบ “อุ้งตีนหมี” บ้าง “ปากเป็ด” บ้าง ผู้นำแฟชั่นคนสำคัญคือพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 แห่งอังกฤษ ที่นิยมฉลองพระบาทแบบนี้ยิ่งกว่าใครๆ ก็เพราะพระองค์น่ะทรงทรมานด้วยโรคเกาต์เป็นประจำ ฉลอง พระบาทแบบปลายบานแฉ่งทำด้วยผ้าหรือขนสัตว์นุ่มๆ จึงเหมาะมาก ว่ากันว่าฉลองพระบาทพระเจ้าเฮนรี่ ที่ 8 น่ะ บานแฉ่งถึง 10 นิ้ว ในขณะ ที่รองเท้าคนอื่นบานแค่ 6 นิ้วเอง


สตรีในสมัยนั้นไม่ได้สวมรองเท้าบานแฉ่งเป็นอุ้งตีนหมีด้วยหรอก แต่ สวมรองเท้าที่เรียกว่า “ชอฟีนส์” (Chopines) ซึ่งพิลึกพิสดารกว่ารองเท้าคุณผู้ชายแยะเลย พื้นรองเท้านี้สูงมากครับ บางคู่สูงถึง 2 ฟุต นึกไม่ออกเล้ย...ว่าคุณเธอเดินไปได้ยังไง แต่พอเห็นรูปเข้าก็ร้องอ๋อ กุลสตรีมากยศเหล่านี้เดินคนเดียวตามลำพังไม่ได้หรอก ต้องมีพี่เลี้ยงเดินเคียงกายไปด้วย เพื่อให้ คุณเธอยืนพยุงในยามที่เตาะแตะไปบนพื้นรองเท้าแบบนี้
ผู้ชายในศตวรรษที่ 17 ก็มีแฟชั่นรองเท้าหรู ตอนแรกรองเท้าผู้ชายเป็นแบบบูตสูงเกือบถึงสะโพก เพื่อป้องกันความหนาว ต่อมาแฟชั่นรองเท้าหดสั้นลงและปลายข้างบนก็บานออก เวลาฝนตกใส่ก็สนุกมาก คือมีน้ำฝนขังเป็นลิตรๆเชียวครับ แต่ก็มีประโยชน์ตรงใช้เก็บสมบัติส่วนตัว รองเท้าปลายบานแบบนี้มักประดับประดาด้วยลูกไม้และริบบิ้นหรูหรา รับกับหมวกและปกเสื้อที่ประดับลูกไม้เริ่ด



พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้สร้างพระราชวังแวร์ซายส์ นับเป็นผู้นำแฟชั่นในยุโรป ยุคนั้น ถึงแม้จะยิ่งใหญ่เกรียงไกรเป็น อธิราชผู้ลือพระนาม แต่พระเจ้าหลุยส์ ที่ 14 ทรงมีพระวรกายเตี้ยมากครับ คือ สูงแค่ 5 ฟุต 4 นิ้ว หรือ 163 ซม. เท่านั้น จำเป็นต้องเสริมให้พระวรกายสูงระหงขึ้น ดังนั้น ฉลองพระบาทของหลุยส์ที่ 14 จึงเป็นแบบส้นสูง (มากๆ) ประดับประดาด้วยเพชร, พลอย, ริบบิ้น, โบ ลูกไม้ และรูปเขียน พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โปรดโบมาก ฉลองพระบาทคู่โปรดมีโบใหญ่ถึง 16 นิ้วเชียวครับ เท่านั้นยังไม่สมพระทัย พระองค์โปรดให้จิตรกรวาดภาพลงบนส้นฉลองพระบาทคู่โปรด โดยเขียนเป็นรูปเหตุการณ์ในสงครามที่พระองค์ได้พิชิตมา
ในยุคนั้น ข้าราชสำนักไม่ว่าเตี้ยหรือสูงก็พากันสวมรองเท้าส้นสูงตามพระราชนิยมไปตามๆกัน กลายเป็นแฟชั่นรองเท้าผู้ชายแห่งศตวรรษที่ 17 ซึ่งคนยุคหลังเห็นแล้วอมยิ้มไปตามๆกัน ชาติต่างๆล้วนมีรองเท้าอันเป็นเอก-ลักษณ์ประจำชาติแตกต่างกันไป ด้วยรูปทรงแปลกๆตามแต่วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนในชาตินั้นๆ เรียกได้ว่า รองเท้านี้มีวิวัฒนาการและแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปของแต่ละยุคสมัย ทั้งยังแสดงตัวตนของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2551

คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร


คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2498 ซึ่งเป็นคณะที่ 3 ของมหาวิทยาลัย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลิตนักโบราณคดีไปปฏิบัติงานดูแลรับผิดชอบ การอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานอันเป็นมรดกวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ตลอดจนปฏิบัติงานสนามทางโบราณคดีให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์เป็นคณบดีท่านแรก
ต่อมาในปี พ.ศ. 2517 คณะโบราณคดีได้ปรับปรุงการศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต โดยขยายขอบเขตการผลิตบัณฑิตในสาขาวิชาอื่นๆ อีกนอกเหนือจากการผลิตนักโบราณคดี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ประวัติ
คณะโบราณคดีได้ตั้งขึ้นในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2498 โดยมีจุดมุ่งหมายหลักให้เป็นคณะวิชาที่ผลิตครูอาจารย์และนักโบราณคดี รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงานโบราณคดีเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในกองโบราณคดี ของกรมศิลปากร หรืองานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโบราณคดี โดยมีหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ เป็นคณบดีคนแรก

ปรัชญา
"ศึกษามนุษย์ ขุดค้นก้าวหน้า ภาษาเชี่ยวชาญ สืบสานศิลปวัฒนธรรม"

หลักสูตรการศึกษา
ระดับปริญญาบัณฑิต
คณะโบราณคดี เปิดสอนในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต หลักสูตรการศึกษา 4 ปี ใน 7 สาขาวิชาเอก คือ สาขาวิชาโบราณคดี,สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ,สาขาวิชามานุษยวิทยา,สาขาวิชาภาษาไทย,สาขาวิชาภาษาตะวันออก (ภาษาบาลี,สันสกฤต,เขมร),สาขาวิชาภาษาอังกฤษ และสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส นอกจากนี้ ยังเปิดสอนอีก 4 วิชาโท คือ ประวัติศาสตร์,พิพิธภัณฑ์สถานวิทยา,มัคคุเทศก์ศึกษา และภาษาฮินดี

ระดับปริญญามหาบัณฑิต
มี 11 สาขาวิชา คือ โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ โบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยา จารึกภาษาตะวันออก จารึกภาษาไทย ภาษาสันสกฤต เขมรศึกษา การจัดการจดหมายเหตุและเอกสาร การจัดการมรดกทางวัฒนธรรม ภาษาฝรั่งเศสเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และ ภาษาเพื่อการสื่อสารเชิงวัฒนธรรม

ระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต
มี 4 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาภาษาสันสกฤต สาขาวิชาเขมร โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะ

เกร็ด
สีประจำคณะ คือ สีม่วง
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีการศึกษา 2548 คณะโบราณคดี วิชาเอกภาษาไทย เป็นสาขาวิชาที่มีผู้เลือกสมัครมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย
สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส คณะโบราณคดี เป็นสาขาวิชาที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นคณะที่มีความเด่นทางและเข้มแข็งทางวิชาการด้านภาษาฝรั่งเศสเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการจัดอันดับของสมาคมฝรั่งเศส
ปี 2549 ได้รับการจัดอันดับให้เป็นคณะที่มีศักยภาพการเรียนการสอนเป็นอันดับ 9 ของกลุ่มคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากการจัดอันดับของ สกอ.

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ธนาคารที่สวยที่สุดในไทย! (งดงามเหมือนกับวัง)

ธนาคารแห่งแรกในประเทศไทย
ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น ธนาคารไทยพาณิชย์
สาขาถนนเพชรบุรีเดิมเคยเป็นวังมาก่อน
ด้านหลังติดคลองแสนแสบ
ด้านข้างติดกับศึกษาภัณฑ์กิ่งเพชร



วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

อาหารบำรุงสมอง

อาหารที่พวกเราทานกันอยู่ทุกวันนั่น รู้มัยว่ามีอาหารบางอย่างที่เราทานเข้าไปแล้วจะช่วยบำรุงสมองของเราได้
สมอง คือ อวัยวะที่สำคัญของมนุษย์ ทำหน้าที่ควบคุมและสั่งการเคลื่อนไหว , พฤติกรรมและรักษาสมดุลภายในร่างกาย เช่น การเต้นของหัวใจ , ความดันโลหิต เป็นต้น นอกจากนี้สมองยังเกี่ยวข้องกับการรับรู้ อารมณ์ ความจำ การเคลื่อนไหว และความสามารถอื่นๆที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ นี้คือการทำงานบางส่วนของสมอง เห็นมั้ยจ๊ะว่าสมองนั่นมีความสำคัญกับร่างกายเรามากมายขนาดไหน ดังนั้นตอนนี้เราก็มาทานของที่เข้าไปช่วยบำรุงสมองกันดีกว่า

· ข้าวไม่ขัดสีหรือข้าวกล้อง ดีต่อสุขภาพร่างกายเรา เพราะ เป็นแหล่งพลังงานชั้นดี และเป็นยังมีโปรตีนที่ผลิต กรดอะมิโนที่เป็นตัวช่วยในการส่งและลำเลียงอาหารไปยังสมอง
· ปลาทะเลน้ำลึก เช่ย ปลาแซลมอน เป็นต้น จะอุดมไปด้วยไขมันชั้นดี อย่างโอเมก้า 3 ที่สมองต้องการ
· ขมิ้น ช่วยป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ และช่วยยับยั้งการเกิดโรคความจำเสื่อมได้
· ผักโขม เป็นผักที่มีโฟเลตสูง ช่วยชะลอการเสื่อมของสมองส่วนกลางและการรับรู้
· สตรอเบอร์รี่ ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อสมองในการเรียนรู้ให้ดีขึ้น
· แครบเบอร์รี่ ผลไม้ที่ช่วยต่อต้านอาการป่วยเรื้อรังที่เกิดขึ้นในสมอง เช่น อาการความจำเสื่อม
รู้จักอาหารที่จะช่วยในเรื่องการบำรุงสมองกันไปแล้ว ก็อย่าลืมลองไปหามาทานกันดูนะจ๊ะ เพื่อที่จะได้ช่วยทำให้สมองซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย อยู่กับเราได้ไปนานๆ

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2551

สูตรเด็ด อ่านเตรียมสอบแอดมิชชั่น

อ่านตอนเย็น ไม่ควรอ่านตอนเช้า

การอ่านหนังสือเตรียมสอบในชั้นเรียน ส่วนใหญ่จะเลือกอ่านในตอนเช้าๆ เพราะจะได้เข้าหัว ส่วนก่อนเข้าห้องสอบก็ไปติวหน้าห้องกับเพื่อนๆเพื่อความชัวร์อีกทีหนึ่ง แต่การอ่านหนังสือเตรียมสอบแอดมิชชั่นนั้น ต้องบอกว่ากลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง เพราะควรจะอ่านตอนหัวค่ำมากกว่า โดยเฉพาะช่วงก่อนนอน เพราะถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมมากที่สุด อ่านไปแล้วค่อยพักผ่อนหละ...(แต่อย่าอ่านไปด้วย นอนไปด้วยนะ ไม่งั้นอาจจะได้พักผ่อนก่อนการอ่าน...) ที่ใช้วิธีนี้ก็เพราะว่า การอ่านเตรียมสอบแอดมิชชั่นไม่ใช่การอ่าน แล้วใช้งานทันที แต่เป็นการอ่านเพื่อทบทวน เพื่อรื้อฟื้นสิ่งที่เคยเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง..ดังนั้น หากนำบทเรียนแอดมิชชั่นไปอ่านตอนเช้า พอสายๆไปเรียนในชั้นเรียน เนื้อที่อ่านมาก็จะถูกลืม และตีกับบทเรียนใหม่ซะยุ่งเหยิงเลยทีเดียว

ไม่ควร..อ่านแต่เนื้อหาอย่างเดียว

เขาบอกว่าคนเราจะเตะฟุตบอลได้ดีหรือไม่นั้น จะมามัวนั่งอ่านกฏกติกา วิธีเล่นอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ต้องลองเล่นในสนามจริงๆดู ซึ่งก็เปรียบได้กับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ หากอ่านแต่เนื้อหา อ่านแต่กฏ หรือสูตรลัดต่างๆ แต่ไม่ลองอ่านแนวข้อสอบเก่าๆ ก็อาจจะไม่ได้ผล เพราะหลายคนมักจะมาพลาดตรงข้อสอบที่ออก ซึ่งต่อให้เข้าใจ อ่านมาแน่นขนาดไหน แต่ไม่รู้แนวการถาม หรือแนวข้อสอบ ก็คงต้องผิดหวังไปตามๆกันครับ...เปรียบการทำข้อสอบแอดมิชชั่น เป็นการเตะฟุตบอลที่การสอบปกติจะเตะจากกลางสนามเข้าประตู แต่สำหรับแอดมิชชั่นคือการเตะจากข้างสนามเพื่อส่งให้เพื่อนโหม่งเข้าประตู

อ่านเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ท่องจำ

สำหรับแนวคิดในข้อนี้ คำว่ารู้ลึก รู้จริง รู้แบบเข้าใจ คงจะใช้ได้ดีครับ...เพราะฉะนั้นการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบแอดมิชชั่น พี่ลาเต้ ขอฟันธงเลยว่า ให้น้องๆอ่านแบบทำความเข้าใจ อย่าไปอ่านแล้ว จำ จำ จำ เพราะไม่งั้นน้ำตาตกหลังสอบแน่ๆ ที่ต้องอ่านแบบนี้ เพราะแนวข้อสอบแอดมิชชั่น โดยเฉพาะ O-NET จะเป็นข้อสอบที่กว้างมากๆ มันจะไม่ถามอะไรที่เฉพาะเจาะจง แต่จะถามชนิดว่าความรู้กว้างๆ ภูมิหลัง หรือความเข้าใจ ซึ่งหากอ่านแบบให้เข้าใจ โดยสามารถเล่าเรื่องต่างๆให้เพื่อนฟังได้ ทำข้อสอบได้แน่นอน...

วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551


On Feb. 2, 2007, the United Nations scientific panel studying climate change declared that the evidence of a warming trend is "unequivocal," and that human activity has "very likely" been the driving force in that change over the last 50 years. The last report by the group, the Intergovernmental Panel on Climate Change, in 2001, had found that humanity had "likely" played a role.
The addition of that single word "very" did more than reflect mounting scientific evidence that the release of carbon dioxide and other heat-trapping gases from smokestacks, tailpipes and burning forests has played a central role in raising the average surface temperature of the earth by more than 1 degree Fahrenheit since 1900. It also added new momentum to a debate that now seems centered less over whether humans are warming the planet, but instead over what to do about it. In recent months, business groups have banded together to make unprecedented calls for federal regulation of greenhouse gases. The subject had a red-carpet moment when former Vice President Al Gore's documentary, "An Inconvenient Truth," was awarded an Oscar; and the Supreme Court made its first global warming-related decision, ruling 5 to 4 that the Environmental Protection Agency had not justified its position that it was not authorized to regulate carbon dioxide.
Read More...
The greenhouse effect has been part of the earth's workings since its earliest days. Gases like carbon dioxide and methane allow sunlight to reach the earth, but prevent some of the resulting heat from radiating back out into space. Without the greenhouse effect, the planet would never have warmed enough to allow life to form. But as ever larger amounts of carbon dioxide have been released along with the development of industrial economies, the atmosphere has grown warmer at an accelerating rate: Since 1970, temperatures have gone up at nearly three times the average for the 20th century.
The latest report from the climate panel predicted that the global climate is likely to rise between 3.5 and 8 degrees Fahrenheit if the carbon dioxide concentration in the atmosphere reaches twice the level of 1750. By 2100, sea levels are likely to rise between 7 to 23 inches, it said, and the changes now underway will continue for centuries to come.
Hide

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แนะนำตัวเอง

Je m'appelle ................. (เชอ มัป-แปล(ล)) [ฉันชื่อ .......................]

- Je suis thaïlandaise. (เชอ ซุย ไต-ลอง-แด๊ซ(เซอ)) [ฉันเป็นคนไทย]

- Je suis née le 10 octobre 1992. (เชอ ซุย เน่ เลอ ดิซ อ๊อก-ตอบ(เบรอ) มิล เนิฟ ซอง กั๊ต(เทรอ) แวง-ดู๊ซ) [ฉันเกิดวันที่ 10 ตุลาคม 2535]

- J'ai 15 ans. (เช แก๊ง ซอง) [ฉันมีอายุ 15 ปี]

- J'habite chez mes parents, à Nakhonpathom, une petite ville près de Bangkok, la capitale du pays. (ชา-บิ๊ต(เตอ) เช เม ปา-รอง, อะ นครปฐม, อืน เปอ-ติ๊ต วิล(เลอ) แพร เดอ บอง-ก๊อก, ลา กาปิตัล(เลอ) ดือ เป(อิ)) [ฉันอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของฉัน ที่นครปฐม เมืองเล็กๆใกล้กับกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศ]

- Il y a quatre personnes dans ma famille. (อิล ลิ ยา กั๊ต(เทรอ) แปร์-ซอน(เนอ) ดอง มา ฟา-มี(เยอ)) [มี 4 คน ในครอบครัวของฉัน]

- Mon père s'appelle ............ (มง แปร์ ซัป-แปล(เลอ) ...) [พ่อของฉันชื่อ ...]

- Il a quarante-sept ans. (อิล ลา กา-รอง-แซ๊ต ตอง) [เขามีอายุ 47 ปี]

- Il est commerçant. (อิล เล กอม-แมร์-ซอง) [เขาเป็นพ่อค้า]

- Il est gentil et généreux. (อิล เล ชอง-ตี เอ เช-เน-เรอ) [เขาเป็นคนใจดี(น่ารัก) และโอบอ้อม]

- Ma mère s'appelle ............ (มา แมร์ ซัป-แปล(เลอ) ...) [แม่ของฉันชื่อ ...]

- Elle a quarante-cinq ans. (แอล ลา กา-รอง-แซง กอง) [แม่มีอายุ 45 ปี]

- Elle est ménagère. (แอล เล เม-นาช-แช(เรอ)) [แม่เป็นแม่บ้าน]

- Elle est gentille et douce. (แอล เล ชอง-ตี(เยอ) เอ ดู๊ซ(เซอ)) [แม่เป็นคนใจดี(น่ารัก) และอ่อนหวาน]

- J'ai une grande soeur. (เช อืน กรอง(เดอ) เซอร์) [ฉันมีพี่สาวหนึ่งคน]

- Elle est encore étudiante. (แอล เล ออง-กอร์ เอ-ตือ-ดิ-ยอง(เตอ)) [หล่อนยังคงเป็นนักศึกษาอยู่]

- Je n'ai pas de frère. (เชอ เน ปะ เดอ แฟร(เรอ)) [ฉันไม่มีพี่ชายหรือน้องชาย]

- Je suis élève en seconde à l'école Rachiniebourana. (เชอ ซุย เอ-แล๊ฟ(เวรอ) ออง เซอ-กง(เดอ) อะ เล-กอล(เลอ) ราชินีบูรณะ) [ฉันเป็นนักเรียนชั้น ม.4 อยู่ที่โรงเรียนราชินีบูรณะ]

- Il y a cinquante élèves dans ma classe. (อิล ลิ ยา แซง-กอง เต-แล๊ฟ(เวรอ) ดอง มา คลาส(เซอ)) [มีนักเรียน 50 คน ในชั้นเรียนของฉัน]

- Piyanouche est ma meilleure amie. (ปิยะนุช เอ มา ไม-เยอร์ อา-มี) [ปิยะนุช เป็นเพื่อนที่ดีทีสุดของฉัน]

- Je vais à l'école en voiture. (เชอ เว อะ เล-กอล(เลอ) ออง วัว-ตือร์) [ฉันไปโรงเรียนโดยรถยนต์]

- J'aime le français et l'anglais. (เเชม เลอ ฟรอง-เซ่ เอ ลอง-เกล้) [ฉันชอบภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ]

- J'aime aussi la musique pop et j'aime regarder la télévision. (เเชม โอ-ซิ ลา มือ-ซิก ป๊อป เอ แชม เรอ-การ์-เด้ ลา เต-เล-วิ-ซิ-ยอง) [ฉันชอบเพลงป๊อบ และฉันก็ชอบดูโทรทัศน์]

- Je voudrais être hôtesse de l'air parce que j'aime voyager. (เชอ วู-เดร แอ๊ต(เทรอ) โอ-แตส เดอ แลร์ ปาซ(เซอ) เกอ แชม วัว-ยาช-เช่) [ฉันอยากเป็นแอร์โฮสเตส เพราะว่าฉันชอบเดินทางท่องเที่ยว]